เม.ย. 16, 2019 | blog, web design, website

เฟซบุ๊คล่มอีกแล้ว มีเว็บไซต์จะดีมั้ยนะ?

เมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา (14 เมษายน 2562) เวลาประมาณ 17:00น  มีรายงานว่าบริการสังคมออนไลน์ในเครือ Facebook ได้แก่ Facebook, Instagram และ Whatsapp ไม่สามารถใช้งานได้ในไทย และในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งในทวิตเตอร์มีการติด#ไอจีล่ม #facebookdown ในการพูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ตอนนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดนะครับ ไม่รู้ว่าเกิดจากผู้ใช้ในไทยอัพโหลดรูปเล่นน้ำสงกรานต์กันเยอะหรือเปล่าก็เลยล่ม คงไม่ใช่หรอกครับ เพราะเมื่อเดือนที่แล้วก็เพิ่งเกิดเหตุการณ์นี้เช่นกัน  

คนที่ขายของผ่านเฟซบุ๊คอย่างเดียวอาจจะรู้สึกไม่มั่นคงขึ้นมาแล้วใช่มั้ยครับ เพราะเราก็มีช่องทางอยู่ที่เดียว ถ้ามาล่มบ่อยๆ หรือมาล่มในช่วงเวลาที่เรายิงโฆษณาอยู่พอดี เสียโอกาสแย่เลย วันนี้ก็เลยจะมาเปรียบเทียบกันครับว่า ข้อได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างเฟซบุ๊คกับเว็บไซต์มีอะไรยังไงบ้าง เพื่อเป็นความรู้จะได้เพิ่มช่องทางธุรกิจได้มากขึ้นครับ

1.ค่าใช้จ่ายเมื่อเริ่มต้น

Facebook : ฟรี! ถ้าคุณออกแบบโลโก้และหน้าปกเองได้ด้วยก็ยิ่งฟรีครับ
Website : มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ไม่กี่พันบาท ไปจนถึงเป็นล้านบาท

 

2.ระยะเวลาเริ่มต้นจนได้ออนไลน์

Facebook : ใช้เวลา 10 -15 นาที ก็ใช้งานโพสต์ได้แล้วครับ (สมมติว่าออกแบบต่างๆเรียบร้อย)
Website : ใช้เวลาตั้งค่าตั้งแต่ 1 -2 วัน ก็ใช้งานออนไลน์ได้ (สมมติว่าออกแบบต่างๆเรียบร้อย)

 

3.การปรับแต่งออกแบบสร้างแบรนด์

Facebook : คุณต้องปรับแต่ง ออกแบบ ใช้คำพูดตามกฏของ Facebook อย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นอาจถูกระงับการใช้ได้
Website : ปรับแต่งเปลี่ยนแปลงตามไอเดียได้อย่างเต็มที่ เพียงแค่คุณคิดและบอกผู้ออกแบบมืออาชีพให้ช่วยคุณ ไม่มีกฏหยุมหยิม ไม่ง่ายที่จะเกิดการระงับใช้เว็บไซต์ นอกจากคุณเข้าข่ายอาชญากร หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงจริงๆ

4.การอัพเดตข้อมูล

Facebook : อาจใช้เวลา 24 ชั่วโมงขึ้นไป หรือ อัพเดตได้แบบจำกัดจำนวนครั้ง บางอย่างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เลย
Website : อัพเดตได้เมื่อไหร่ก็ได้ กี่ครั้งก็ได้ตามต้องการ

5.การจัดการระบบ

Facebook : ง่ายกว่า เพราะมีแดชบอร์ดที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ
Website : ต้องใช้ผู้ที่มีทักษะเฉพาะด้าน (หรือก็เรียกใช้งานผู้ดูแลเว็บได้เลย)

6.การรองรับ SEO (การค้นเจอบน Google)

Facebook : ค้นเจอได้ดีบนแพลตฟอร์ม Facebook ส่วนการค้นใน Google นั้น จะได้รับประโยชน์ไม่มากนัก ระยะหลัง Google ก็ค้นหาเนื้อหาใน Facebook ได้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่เต็มที่
Website : รองรับการค้นเจอบน Google ได้อย่างเต็มที่ ถ้ามีการปรับแต่ง website ได้อย่างเหมาะสม

7.การตลาดออนไลน์

Facebook : ถึงคุณจะไม่ยิงโฆษณาก็สามารถให้เพื่อนๆของคุณช่วยกันแชร์ หรือ ประชาสัมพันธ์ได้ ยิ่งคุณสร้างเนื้อหาได้น่าสนใจ คุณมีโอกาสดังได้อย่างรวดเร็วและใช้เงินน้อยกว่า
Website : อาจต้องอาศัย facebook ด้วยซ้ำในช่วงต้น จากนั้นต้องลงทุนเรื่องการตลาดและสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง แต่จะเป็นผลลัพธ์ที่มั่นคง

8.อีคอมเมิร์ซ

Facebook : ถึงจะมีฟังก์ชั่นให้ใส่สินค้า และกดซื้อได้ แต่ก็ยังดูไม่ค่อยสะดวก แถมยังไม่สามารถอัพเกรดได้เองอีกด้วย
Website : คุณสามารถเพิ่มระบบการสั่งซื้อ คิดเงิน ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการลงทุนเพิ่ม

9.การอัพเกรด

Facebook : ไม่สามารถอัพเกรดได้เอง ต้องรอไอเดียจาก Facebook ว่าเขาต้องการเพิ่มอะไรอีกบ้าง
Website : คุณสามารถอัพเกรดประสิทธิภาพเว็บไซต์ได้อย่างเต็มที่ ไม่มีที่สิ้นสุด

10.สิทธิความเป็นเจ้าของ

Facebook : มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก
Website : คุณ

จะเห็นว่ามีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราถนัดแบบไหน ลูกค้าของเราอยู่บน Facebook หรือ บน Google มากกว่ากันด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าเว็บไซต์จะไม่ล่มนะครับ ก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน หากเซอร์เวอร์ไม่ดีพอ หรือ มีผู้เข้าใช้เว็บไซต์เป็นจำนวนมากพร้อมๆกัน เหมือนที่เกิดขึ้นกับเว็บไซต์ตรวจผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ผ่านมา แต่คุณควรจะมีตัวตนหรือทางเลือกหลายๆทางบนโลกออนไลน์ครับ เพื่อธุรกิจของคุณจะได้ดำเนินได้อย่างลื่นไหลไม่สะดุด และในความเป็นจริงแล้ว เว็บไซต์กับเฟซบุ๊คสามารถทำงานผสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มยอดขายให้คุณได้มากกว่าเดิมด้วย ไว้โอกาสหน้าเราจะมาแชร์เรื่องนี้กัน

หากเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์กดแชร์ให้เพื่อนผ่านโซเชียลของคุณได้ และหากไม่อยากพลาดบทความหรือข่าวสารความรู้ใหม่ๆกดติดตามผ่านแฟนเพจด้านล่างได้เลย

กดติดตาม

ไม่พบผลลัพธ์

ไม่พบหน้าที่คุณค้นหา ลองปรับการค้นหาหรือใช้แผงควบคุมด้านบนเพื่อค้นหาโพสต์

เว็บไซต์ออกแบบใหม่

+ ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
+ เพิ่มเติมคุณสมบัติตามต้องการ
+ เพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้น

แชร์บทความนี้

หากเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์แชร์ให้เพื่อนได้