วิกฤตศรัทธา Facebook ข้อมูลผู้ใช้หลุด 50ล้านคน

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเราคงได้ยินข่าวฉาวสะเทือนโลก นั่นก็คือข่าวท่านหมื่นโป๊ป อ่ะ..แฮ่ม … ไม่ใช่ครับ อันนั้นสะเทือนเฉพาะบ้านเรา ข่าวที่ว่านั่นคือข่าวข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ Facebook รั่วไหล 50ล้านบัญชี! ไม่ผิดครับ 50ล้านบัญชี หรือแปลไทยเป็นไทยคือข้อมูลของคน 50ล้านคนที่ใช้งาน Facebook หลุดไปอยู่ในมือของบุคคลที่3 โดยมิชอบนั่นเอง ถึงแม้ว่านั่นจะเป็น 50ล้านคนในอเมริกาแต่คนไทยก็นิยมใช้ Facebook กันมากติดอันดับ 9 ของโลก หรือประมาณ 47ล้านคน (เมษายน 2017) เราก็น่าที่จะตระหนักถึงข่าวนี้กันนะครับ เพราะถ้ามันเป็นบัญชีของเราขึ้นมาล่ะ เราคงเดือดร้อนทันที

ข่าวนี้สะเทือนทั่วทั้งโลกครับ เพราะมันได้โยงใยไปถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อปี 2016 ที่ทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์เป็นฝ่ายชนะแบบเฉียดฉิวและนั่งบัลลังก์ประธานาธิบดีสหรัฐฯอยู่ในขณะนี้ มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าข้อมูลบัญชีทั้ง 50ล้านบัญชีนั้นถูกนำไปใช้เพื่อการเลือกตั้งครั้งนี้แบบสกปรก ขณะนี้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ทำการป้องกันและสอบสวนกันยกใหญ่

และช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีกระแสข่าวในแง่ลบออกมาอย่างต่อเนื่องดังนี้ครับ

  • หน่วยงานภาครัฐของยุโรปออกมาแสดงความกังวลต่อ Facebook และระบุว่าจะใช้มาตรการทางกฏหมายที่เป็นไปได้ทั้งหมดเพื่อป้องกันข้อมูล รวมทั้งออกกฏคุ้มครองข้อมูลใหม่ หรือ GDPR
  • หุ้น Facebook ร่วง 7% ซึ่งร่วงหนักที่สุดตั้งแต่ปี 2014 เท่ากับเงิน 4หมื่นล้านดอลล่าร์หายไปในวันเดียว
  • เกิดกระแส แฮชแท็ก #DeleteFacebook ในทวิตเตอร์ และมีการแชร์วิธีการลบข้อมูลบน Facebook กันยกใหญ่
  • อเล็กซ์ สตามอส (Alex Stamos) หัวหน้าด้านความปลอดภัยของข้อมูล Facebook ประกาศลาออก เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันกับผู้บริหารในการแก้ปัญหาการจัดการข้อมูลข่าวสาร
  • ไบรอัน แอคตัน (Brian Acton) ผู้ร่วมก่อตั้ง WhatsApp สนับสนุน #DeleteFacebook ซึ่ง WhatsApp เป็นบริษัทลูกของ Facebook (ถูก Facebook ซื้อไปด้วยเงิน 16 พันล้านเหรียญเมื่อปี 2014)
  • อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เจ้าของบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Tesla และ บริษัทผลิตอวากาศยาน SpaceX ได้ประกาศลบข้อมูลส่วนตัวบน Facebook แล้ว

ทุกอย่างเริ่มต้นทีแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า thisisyourdigitallife

Dr. Aleksandr Kogan หรือ โคแกน เป็นอาจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ผู้สร้างแอพพลิเคชั่น thisisyourdigitallife ขึ้นมาเพื่อทำนายบุคลิกภาพโดยใช้ข้อมูลด้านจิตวิทยาที่ผู้ใช้ใส่ลงไปในแอพ โดยผู้ใช้ต้องล็อกอินผ่านบัญชี Facebook ซึ่งทำให้ โคแกนสามารถเข้าถึงบัญชีผู้ใช้ Facebook ได้โดยตรงทั้งสิ่งที่แชร์ ไลค์ บัญชีของเพื่อนๆของผู้ที่ลงทะเบียนใช้กว่า 270,000 คน

แล้วทำไมถึงเป็น 50 ล้านคน?

ปัญหาหลักของเรื่องนี้ก็คือในช่วงปี 2014 นั้น Facebook ยังอนุญาตให้แอพต่างๆสามารถดึงข้อมูลเพื่อนๆของเราจาก Friend list ได้ด้วย นั่นหมายถึงโคแกนสามารถเข้าถึงข้อมูลของเพื่อนๆของผู้ใช้แอพพลิเคชั่นทั้ง 270,000 คนโดยสมัครใจ แต่จริงๆแล้วเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้เกี่ยวข้องได้ถึง 50 ล้านคน! อย่างถูกต้อง

ข้อมูลถูกส่งต่อไปยังบุคคลที่ 3

ข้อมูลส่วนตัวของคนถึง 50ล้านคน มีค่ามหาศาลยิ่งกว่าทองคำครับ ในปี 2015 Facebook ได้รับรายงานว่า โคแกนได้ส่งต่อข้อมูลที่ตัวเองมีให้กับ บริษัท Cambridge Analytica เคมบริดจ์ อนาลิติก้า หรือ CA ซึ่ง Facebook ได้สอบสวนเรื่องนี้แล้วพบว่า เป็นการละเมิดกฏทางแพลตฟอร์มซึ่งแอพพลิเคชั่นไม่มีสิทธิ์ในการส่งต่อของมูลที่เป็นทรัพย์สินของ Facebook ไปให้บุคคลที่3

แล้ว Facebook แก้ไขอย่างไร?

Facebook ได้ทำข้อตกลง กับทั้ง โคแกนและ CA ให้ทำลายข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดจากแอพพลิเคชั่น thisisyourdigitallife ทิ้งเสีย ซึ่งขณะนั้นคู่กรณีทั้งหมดก็ตกลงยอมรับโดยดีครับ นอกจากนั้นในปี 2015 Facebook ได้ปรับข้อตกลงการใช้งาน โดยแอพพลิเคชั่นต่างๆนั้นจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อนๆของผู้ลงทะเบียนแอพได้อีกต่อไปครับ เรื่องนี้กำลังจะจบ Happy ending แบบเงียบๆ

แต่มันไม่จบ

Facebook ได้รับรายงานว่า CA ไม่ได้ทำการลบบัญชีทิ้งจริงๆตามที่สัญญา ในวันที่ 17 มีนาคม 2018 Facebook ได้ออกมาประกาศว่าได้แบนบัญชี CA แล้ว เพราะไม่ทำตามข้อตกลงที่จะทำลายข้อมูลผู้ใช้งานโดยมิชอบนั้นทิ้ง ซึ่ง Facebook ได้ขยายความว่า ถึงแม้โคแกนจะเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง แต่การส่งต่อข้อมูลไปให้บุคคลที่3 นั้น ผิดกฏแพลตฟอร์ม Facebook ยืนยันที่จะสอบสวนเรื่องนี้และอาจต้องดำเนินการทางกฏหมายกับ CA ด้วยถ้าจำเป็น ซึ่งทาง CA ก็ออกมาโต้ว่าตนลบข้อมูลแล้ว

จริงๆแล้ว CA หรือ Cambridge Analytica คือใครกันแน่?

บริษัท Cambridge Analytica เคมบริดจ์ อนาลิติก้า หรือ CA คือบริษัทวิจัยข้อมูลเพื่อกลยุทธ์ทางการเมืองหรือเพื่อการหาเสียงเลือกตั้งโดยเฉพาะ มีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศอังกฤษคือ Strategic Communication Laboratories หรือ SCL ซึ่ง CA มีบทบาทสำคัญในการวิจัยทำข้อมูลแคมเปญให้ Ted Cruz นักการเมืองพรรครีพับบลิกัน ในปี 2015 และ แคมเปญ Brexit การเลือกตั้งในหลายประเทศ เช่น ไนจีเรีย เคนย่า สาธารณรัฐเชค อาร์เจนติน่า และผลงานชิ้นโบว์แดงที่สุด คือแคมเปญหาเสียงการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปี 2016 CA ยังตกเป็นประเด็นฉาวกรณีมีส่วนแพร่กระจายข่าวปลอมจากรัสเซียบนโซเชียลมีเดีย การทำงานของ CA จะใช้วิธี Microtargetting คือการสื่อสารกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่ละคน โดยใช้หลายช่องทางเช่น Facebook โทรศัพท์ อีเมล โฆษณาออนไลน์

ก็เหมือนกับการยิงโฆษณาไปหากลุ่มเป้าหมายมิใช่หรือใครๆก็ทำ แล้ว CA ผิดตรงไหน?

ตามหลักการที่ CA ได้โฆษณาไว้ที่เว็บไซต์จะเน้นคำพูดที่ว่า ยิงโฆษณาที่ใช่ ไปยังคนที่ใช่ ให้ถูกที่ถูกเวลา ด้วยข้อมูลที่วิเคราะห์มาแล้วจาก CA ดีกว่าการหว่านเงินหาเสียงอย่างเสียเปล่าตามวิธีดั้งเดิม ถ้าทำแค่นั้นจริงก็ดีครับ แต่มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า CA ทำมากกว่านั้นครับ

การได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปโดยมิชอบ

จากที่ได้กล่าวมาแล้วครับ โคแกนได้ส่งข้อมูลส่วนบุคคลถึง 50ล้านรายมาสู้ CA โดยที่ Facebook ไม่ได้รับรู้แต่แรก การได้ข้อมูลของโคแกนผ่านแอพพลิเคชั่นนั้นอาจจะไม่ผิด แต่การส่งต่อมีความผิดครับ และทั้งๆที่ CA ก็สัญญากับ Facebook แล้วว่าจะทำลายข้อมูลทิ้ง แต่ความจริงกลับนำไปใช้ประโยชน์นี่ก็ผิดครับ

ข่าวปลอม

กลยุทธ์ที่ CA มักจะใช้อยู่เสมอก็คือ การปล่อยข่าวปลอมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองฝ่ายตนเองครับ กลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลคือการสร้างความกลัวให้เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย โดยความกลัวเหล่านั้นสอดรับเป็นอย่างดีกับนโยบายของผู้สมัครฝ่ายตนเอง มีหลักฐานว่าช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อปี 2016 นั้น มีข่าวที่เกี่ยวกับ มุสลิม ผู้อพยบ การยึดปืนคืน และการทำลายชื่อเสียงของ Hillary Clinton แพร่กระจายไปในประชาชนสหรัฐฯบางกลุ่มบางคนผ่าน Facebook โดยที่ข่าวเหล่านั้นจะปรากฏเฉพาะบุคคลแล้วหายไปภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่อ่านแล้ว

เราควรกังวลมั้ย?

กรณีนี้เกิดขึ้นที่สหรัฐฯครับ ไกลจากเราเยอะเพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวล … ที่ไหนล่ะครับ ขนาดประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมหาอำนาจยังมีคนกลุ่มหนึ่งสามารถบังคับแทรกแซงผลการเลือกตั้งให้ออกมาอย่างไม่ชอบธรรมได้เลย ประสาอะไรกับประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเรา เมื่อข้อมูลเฉพาะบุคคลของใครหลุดไปอยู่ในมือของคนอื่นมันก็เหมือนเราโดนปล้นทรัพย์สินออกไปนั่นแหละครับ สามารถนำไปหาประโยชน์อะไรมากมายโดยที่เราไม่รู้ นอกเหนือจากเรื่องเลือกตั้งเพียงเรื่องเดียว

เราจะป้องกันอย่างไร

การป้องกันข้อมูลรั่วไหลจาก Facebook มันมีหลายกรณีครับ เราพูดแค่กรณีที่คล้ายคลึงกับข่าวนี้อย่างเดียวก่อนแล้วกันครับ ซึ่งจากจุดเริ่มต้นเกิดจากผู้ใช้ยินยอมให้ข้อมูลกับแอพเอง โดยทำการล็อกอินผ่านบัญชี Facebook ซึ่งมันง่ายและสะดวกดี การป้องกันก็ง่ายๆครับ แอพพลิเคชั่นส่วนใหญ่จะมีให้เลือกครับ ว่าจะล็อคอินแบบลงทะเบียนใหม่เลย คือการกรอกชื่อ และอีเมล และข้อมูลอื่นๆอีกเล็กน้อย หรือว่าจะล็อกอินผ่านบัญชี Facebook ซึ่งไม่ต้องกรอกอะไรเลย เราก็เลือกลงทะเบียนใหม่ครับ เพียงแค่นี้บัญชีการใช้งานแอพลิเคชั่นกับบัญชี Facebook ก็จะไม่เชื่อมต่อกันแล้ว ใช้งานได้อย่างสบายใจครับ

จะเป็นอย่างไรต่อจากนี้

ผู้ที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบของสหรัฐฯกำลังสอบสวนเรื่องนี้อยู่ครับ เกี่ยวกับทางการเมืองหรือผลการเลือกตั้งนั้น หากหลักฐานพร้อม อาจมีการฟ้องร้องหรือมีการไต่สวนใหญ่เกิดขึ้นได้ครับ รอฟังข่าวต่อไป ส่วนทาง Facebook ก็คงต้องหาวิธีป้องกันที่รัดกุมมากยิ่งขึ้นเพื่อเรียกศรัทธาและความเชื่อใจกลับมาให้ได้เร็วที่สุด เพราะถึงแม้ว่า Facebook จะใหญ่โตมากแล้ว แต่ก็อาจล้มได้ง่ายๆเหมือนกันถ้าประมาท เพราะทุกวันนี้ก็มีแพลตฟอร์มมากมายให้เลือกใช้ การทำการตลาดบน เว็บไซต์ ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม  Youtube ก็สามารถทำกันได้อยู่แล้วทุกวันนี้ ส่วนกรณีข่าวปลอมข่าวลวงต่างๆ ตอนนี้เมืองไทยก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใช้อย่างเราๆก็ต้องพิจารณากันดีๆครับ ก่อนจะเชื่อหรือแชร์ต่อครับ

หากใครสนใจหาข้อมูลเพิ่มเติมจากข่าวนี้เข้าไปหาได้ตามลิงค์เครดิตด้านล่างนี้เลยครับ

https://www.theverge.com/2018/3/19/17141266/facebook-cambridge-analytica-user-data-donald-trump-campaign-2016-election

https://www.blognone.com/node/100842  

https://www.youtube.com/watch?v=mpbeOCKZFfQ  

https://www.youtube.com/watch?v=fdClC7E8QHE  

หากเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์กดแชร์ให้เพื่อนผ่านโซเชียลของคุณได้ และหากไม่อยากพลาดบทความหรือข่าวสารความรู้ใหม่ๆกดติดตามผ่านแฟนเพจด้านล่างได้เลย

กดติดตาม

  

แชร์บทความนี้

หากเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์แชร์ให้เพื่อนได้